Mental toughness ในวันที่ใกล้แตกสลาย

Mental toughness ในวันที่ใกล้แตกสลาย

หวัดดีฮะทุกคน

บล็อกนี้ พักวิชาการมาระบายความในใจฮะ

เกิดอะไรขึ้นอ่ะ

ก่อนหน้านี้ เจอมรสุมโจมตีทางจิตใจ จนสัปดาห์ที่แล้ว ดาวน์หนักมาก เครียดเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเรื่องงาน เรื่องเงิน ลามไปเรื่องอนาคต คิดๆ และเอาแต่คิดจนรู้สึกไม่แน่ใจแล้วแหละว่าตัวเองเป็นซึมเศร้ารึเปล่า ความรู้สึกดิ่งลงจนจากที่เป็นคนยิ้มง่ายๆ นะฮะ ตกดึกคืนนั้น กลายเป็นคนนอนดึก และแทบจะร้องไห้เลยแหละฮะ

ต้นตอของมัน มาจากความรู้สึกว่าตัวเองล้มเหลว ทำอะไรไม่ได้อย่างใจคิด ทำไมไม่เป็นแบบนั้น ทำไมไม่ทำอย่างนี้ ทำไมๆ วนเวียนกับคำถามว่าทำไม จนสมองแทบจะพังเลยแหละฮะ

แล้วแก้ปัญหายังไง

จนกระทั่ง ในช่วงนั้นเลยฮะ ที่นึกออกว่า ตอนเริ่มทำงานที่ปัจจุบันใหม่ๆ หัวหน้าแผนกเคยสอนคำคำนึง คือ “Mental toughness” แปลไทยตามพจนานุกรมจะเป็น “ความแข็งแกร่งทางจิตใจ”

ความแข็งแกร่งทางจิตใจ
เป็นความสามารถในการต้านทาน จัดการ รวมถึงการเอาชนะความกังวล ความไม่ไว้วางใจ และความเป็นทุกข์ในสถานการณ์ ภาวะ หรือการคาดการณ์ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งขัดขวางความสามารถในการวิเคราะห์ แก้ไข วางแผนเพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายความสำเร็จของตัวเอง

HTTP://WWW.MENTALTOUGHNESSINC.COM/WHAT-IS-MENTAL-TOUGHNESS/

พอนึกถึงคำนี้ขึ้นมา ผมเลยได้สติ นอนลง หลับตา แล้วหายใจช้าลงๆ ค่อยๆ คิดว่า เรากำลังเครียดอยู่นะ เครียดเรื่องอะไร มันผ่านมาแล้วหรือยังไม่เกิดล่ะ หรือถ้ากำลังเกิดอยู่ เราจะรอวันพรุ่งนี้ได้มั้ย ทำให้ความเครียดค่อยๆ ลดลง และเรียกพลังงานที่ยังเหลืออยู่ของสมองมายุติเรื่องที่วนเวียนในหัวไปก่อนฮะ

มันช่วยเหลืออะไรเราได้บ้างล่ะ

มันไม่ได้ช่วยให้เราแก้ไขปัญหาที่เราคิด หรือกังวลอยู่หรอกฮะ แต่มันช่วยให้เราสงบขึ้น ผ่อนคลายจากประเด็นที่เรามัวแต่วิ่งวนอยู่นั่น หยุดสมองของเราที่ทำท่าทางแบบนั้นอยู่ แล้วกลับมาตั้งต้นใหม่อีกทีนึง ว่าเรากำลังทำอะไร กำลังคิดอะไร กำลังมองอะไรอยู่

พอเราพัฒนาความแข็งแกร่งทางจิตใจขึ้น เหมือนกับว่าเราใส่ชุดเกราะให้ในใจเราฮะ คราวนี้พอมีเรื่องราวหนักๆ เข้ามา ก็มั่นใจได้เพิ่มอีก 25% (มั้ง) ว่าเรารับมือมันได้ เราไม่ลน เราไม่เหงื่อแตกพลั่กๆ เราตั้งสติได้ แล้วใช้สติที่รับเจ้าเรื่องราวหนักๆ ที่ว่านั่นแหละ มาคุมเราอีกทีนึงฮะ

ในตอนนั้น ผมรู้สึกตัวแล้วล่ะว่าตัวเองเครียดอะไรสักอย่างอยู่ ก่อนจะมาคิดว่า “อะไร” ที่ว่ามันคืออะไร ก่อนอื่น ก็หาทางออกแบบเร็วที่สุดก่อน นั่นคือ “นอน” (ฮา)​ จริงๆ นะ เวลาผมคิดอะไรไม่ออก มักจะใช้วิธีนอนไปก่อน แล้วมันจะหลับตามมา พอตื่น สมองจะโล่ง คราวนี้แหละ solution มาเต็มเลย

คิดได้แบบนั้น ก็เลยนอนลงไป เอามือลูบอกเบาๆ แล้วหายใจช้าๆ ช้าลงๆ ให้ออกซิเจนเข้าปอดเยอะๆ แล้วก็เริ่มคิด (แน่นอน หยุดความคิดในสมองไม่ได้หรอก) คิดแบบจินตนาการภาพไปด้วยว่าเราค่อยๆ เดินไปทีละก้าว เราเจอเรื่องนี้นะ จะหาทางออกเรื่องนี้เลยมั้ย หรือเก็บใส่กระเป๋าไว้ก่อน พรุ่งนี้เช้าค่อยมาคิดอีกที ตัดสินใจได้ ก็เดินต่อไปอีก เจออีกเรื่องนึงก็ตัดสินใจแบบเดิมว่าจะแก้หรือจะเก็บ ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนหลับไปเอง

วันรุ่งขึ้น ตื่นขึ้นมา สมองปลอดโปร่งแล้วล่ะฮะ ก็สรุปและจดบันทึกว่า เมื่อคืนเราเดินไปเจอเรื่องอะไรบ้าง แก้หรือเก็บมันยังไง เนี่ยแหละฮะ วิธีรอดพ้นจากคืนนั้นของผม

โชคดีที่มีเธอด้วยแหละ

วิธีคิดนี้ ผมต้องขอบคุณหัวหน้าแผนกผมด้วยแหละที่เค้าแนะนำมา แต่ไม่มีแค่เค้าคนเดียวหรอกนะฮะ

วันศุกร์ ผมเครียดหนักอย่างที่บอกไปแล้ว

วันเสาร์ โทรกลับไปที่บ้าน คุยกับพ่อแม่และปรึกษาเรื่องพวกนี้ด้วยแหละ

วันอาทิตย์ คุยกับเพื่อนสนิท เล่าเรื่องต่างๆ ให้ฟัง

วันจันทร์ ขอหัวหน้าทีมปรึกษาเรื่องนี้ และเคลียร์ใจกันเรียบร้อย ถึงเรื่องงาน และเรื่องส่วนตัวที่พอจะเล่าได้

ทุกคนน่ารักมากเลยฮะ ผมถึงรู้สึกว่าโชคดีมากๆ เลยแหละที่ได้เจอพวกเค้า

ในเวลาที่เรารู้สึกล้มเหลว หรือท้อที่สุดเนี่ย คนใกล้ตัวที่เรารู้สึกพึ่งพาเค้าได้ และเค้ายอมรับฟังปัญหาของเรา จะเป็นคนที่มีค่าที่สุดของเราจริงๆ นะฮะ

ทิ้งท้ายว่า…

เอาจริงๆ นะ ไม่เคยรู้สึกว่า ผมจะมีวันที่เครียดอะไรแบบนี้มาก่อน แต่เมื่อเจอวันที่ว่านั้น และรับรู้ว่ามีคนคอยเอามือลูบหลังเราอยู่ คอยบอกว่า มันจะผ่านไปได้ ทำให้ผมมี Mental toughness อย่างที่ว่าไปแล้ว และก้าวผ่านมันไปได้จริงๆ ฮะ

เป็นบล็อกที่จริงจังใช้ได้เลยนะฮะ แต่ก็คิดว่า วันนึงในอนาคต ผมมีโอกาสกลับมาอ่านเจ้านี่อีกครั้งนึง จะรู้สึกว่าตัวเองโตขึ้นไปอีกหนึ่งเลเวลเนอะฮะ

เจอเรื่องอะไรมาเล่าให้ฟังอีกนะฮะ

บาย

Show Comments